ศาลจะสามารถรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา ได้ระยะเวลาไม่เกินกี่ปี ?
ภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไป |
ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป |
|---|---|
มาตรา ๕๖ |
หมวด ๓ โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย ส่วนที่ ๓ วิธีเพิ่มโทษ ลดโทษและการรอการลงโทษ |
ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป
หมวด ๓ โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย
ส่วนที่ ๓ วิธีเพิ่มโทษ ลดโทษและการรอการลงโทษ
มาตรา ๕๖ ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น
(๑) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ
(๒) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
(๓) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
และเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกําหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อตามควรแก่กรณีได้ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือจัดให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์
(๒) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(๓) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(๔) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(๕) ให้เข้ารับการฝึกอบรม ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(๖) ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย หรือห้ามเข้าในสถานที่ใดในระหว่างเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ จะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางด้วยก็ได้
(๗) ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเยียวยาความเสียหายโดยวิธีอื่นให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายตกลงกัน
(๘) ให้แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หรือชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการดังกล่าว
(๙) ให้ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินตามที่ศาลเห็นสมควรว่าจะไม่ก่อเหตุร้ายหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สิน
(๑๐) เงื่อนไขอื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อ แก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก หรือเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหายตามที่เห็นสมควร
เงื่อนไขตามที่ศาลได้กำหนดตามความในวรรคสองนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอของผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควรศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขข้อใดตามที่กล่าวในวรรคสองที่ศาลยังมิได้กำหนดไว้เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้หรือถ้ามีการกระทำผิดทัณฑ์บนให้นำบทบัญญัติมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
* มาตรา ๕๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๕๙ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๓๑ ก หน้า ๓ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๙)
คำอธิบาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
เคยรับโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน แม้คดีหลังจะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตาม ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ
มาตรา 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น
(1) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ
(2) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
(3) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
และเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ใหม่) ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถใช้ ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้มากขึ้น จากเดิมที่จํากัดเฉพาะแต่จําเลยที่ไม่เคยต้องโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยต้องโทษจําคุกแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ ได้เพิ่มให้จําเลยที่เคยต้องโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน และจําเลยที่เคยได้รับโทษจําคุกมาก่อน แต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จําเลยที่เคยต้องโทษจําคุกมาในระยะเวลาสั้นและจําเลยที่เคยได้รับโทษจําคุกระยะยาวแต่พ้นโทษมานานแล้ว มีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี
แต่หากเป็นกรณีที่เคยรับโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจําเลยพ้นโทษจําคุกมายังไม่เกิน 5 ปี แม้คดีหลังจะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตาม ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (2), (3)
คำพิพากษาฎีกาที่ 645/2563
จําเลยเคยได้รับโทษจําคุกเกินกว่า 6 เดือนในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจําเลยพ้นโทษจําคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (2),(3)
ที่มา : ทนายใกล้ตัว
คำพิพากษาศาลฎีกา ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 645/2563
จําเลยเคยได้รับโทษจําคุกเกินกว่า 6 เดือนในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจําเลยพ้นโทษจําคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (2),(3)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8891/2561
คดีอาญาที่จำเลยกระทำความผิดอย่างอุกอาจและมีพฤติการณ์ร้ายแรง แม้ปรากฎว่าจำเลยมีเหตุอันควรปรานีหลายประการ แต่ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยได้
------------------
การที่จำเลยพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธมีดสปาต้าของกลาง ตามภาพถ่ายหมาย จ.15 อันเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันและแทงแผ่นหลังและศีรษะของผู้เสียหายอันเป็นอวัยวะสำคัญโดยแรงหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กะโหลกศีรษะส่วนหน้าแตก มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหน้าผาก หน้าอก และหลัง ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.4 ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจโดยผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2563
ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น คู่ความมีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 396,140 บาท ครบถ้วนภายในกำหนดแล้ว โจทก์ทั้งสองจะมาถอนฟ้องจำเลยต่อไป หลังจากนั้นจำเลยได้ขอผัดผ่อนการชำระหนี้เรื่อยมาจนกระทั่งในวันที่ 21 กันยายน 2560 จำเลยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มเติมอีก 45,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีก 351,140 บาท และขอผัดผ่อนชำระหนี้ออกไปอีก จนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยังคงขอผัดผ่อนชำระหนี้ แต่ในครั้งนี้โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้านการเลื่อนคดีและขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาเนื่องจากให้โอกาสจำเลยมาหลายครั้งแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขอเลื่อนคดีด้วยเหตุดังกล่าวมาหลายครั้งถือว่าเป็นการประวิงคดี จึงไม่อนุญาตให้จำเลยขอเลื่อนคดีอีกและอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่ศาลขั้นต้นนัดฟังผลการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง จำเลยนำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระให้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วน แต่การที่จำเลยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วนั้น ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสอง เพราะโจทก์ทั้งสองประสงค์ให้จำเลยชำระเงินที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยไม่ชำระจนกระทั่งโจทก์ทั้งสองแถลงต่อศาลขอให้อ่านคำพิพากษา ไม่ได้ตกลงยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา พฤติการณ์ที่จำเลยนำเงินมาชำระจนครบถ้วนเป็นเพียงการชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเสียหายในทางแพ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ทั้งสองระงับไปไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีจำเลยต่อศาล ดังนั้นสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จำเลยอาศัยโอกาสที่ประกอบวิชาชีพทนายความได้รับความไว้วางใจจากโจทก์ทั้งสองยักยอกเงินของโจทก์ทั้งสองไปเป็นส่วนตัว ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเดือดร้อน ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นแล้ว ยังส่งผลกระทบทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ อันถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย ความผิดของจำเลยจึงนับเป็นภัยสาธารณะร้ายแรง ทำให้ประชาชนที่ต้องพึ่งพาผู้มีวิชาชีพในทางกฎหมายได้รับความเดือดร้อนเสียหายและขาดความเชื่อมั่นศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ที่จำเลยอ้างว่าต้องดูแลบิดาที่มีอายุถึง 86 ปี นั้น เป็นเหตุผลส่วนตัวที่จำเลยต้องตระหนักรู้อยู่แล้วก่อนกระทำความผิดว่า หากจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีบิดาของจำเลยจะได้รับความเดือดร้อนขาดผู้ดูแล ไม่ใช่เหตุที่ศาลจะนำมาลดหย่อนโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้



______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความภาคทฤษฎี รุ่นที่ 63
กำหนดสอบวันที่ 4 สิงหาคม 2567
______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 62
กำหนดสอบวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567
______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความ สำหรับผู้ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ครั้งที่ 2/2567
กำหนดสอบวันที่ 1 กันยายน 2567
______________________________


______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความภาคทฤษฎี รุ่นที่ 63
กำหนดสอบวันที่ 4 สิงหาคม 2567
______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 62
กำหนดสอบวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567
______________________________
นับถอยหลัง สอบทนายความ สำหรับผู้ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ครั้งที่ 2/2567
กำหนดสอบวันที่ 1 กันยายน 2567
______________________________